วันจันทร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2558

ผลบุญ – ผลบาป ติดตามพระพุทธเจ้า

ผลบุญ ผลบาป ติดตามพระพุทธเจ้า

 
 
 
 

กรรมนี้มีกฎกำหนดส่ง   ดีชั่วรวยจนไม่พ้นกรรม

 

“กรรม”  แปลว่า  ”การกระทำ”  

ทั้งมนุษย์และสัตว์ทั้งหมด ที่มีชีวิตเกิดมาในโลก จึงต้องมี   “กรรม” 

พร้อมๆกับ  “ผลกรรม”  คู่กันไป มีทั้งกรรมเก่าและกรรมใหม่สืบต่อสัมพันธ์กันไม่มีใครเลยที่จะไม่กระทำ  “กรรม” 

เอาไว้ ถ้าทำ  “กรรมดีไว้”  ก็จะได้ 

ผลกรรมดี”   ถ้าทำ  “กรรมชั่ว”  

ไว้ก็จะไม่พ้น  “ผลกรรมชั่ว”   ตอบคืน ผลกรรมดี-ชั่วจะติดตัวไปตลอดชีวิตและทุกๆชาติภพ

เสมือน   “เงา”  ติดตามตัวเราไปทุกหนทุกแห่ง  มีแต่สุดยอดคนระดับ  “พระพุทธเจ้า” 

ก็ไมอาจหลบพ้นผลกรรมบาป - บุญ 

ที่พระองค์ทรงเคยกระทำไว้ในอดีตเช่นกัน สมจริงดังที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า  “สัตว์โลกทั้งหลายย่อ

 

เป็นไปตามกรรมของตน

 

                ผลกรรมบาปติดตามพระพุทธเจ้า


 

พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นนายกของโลก แวดล้อมด้วยภิกษุสงฆ์เป็นอันมาก  ประทับนั่งอยู่ที่พื้นหิน  อันเป็นสถานที่น่า

 

รื่นรมย์  ในละแวกป่าอันมีกลิ่นหอมจากพืชนานาพันธุ์  ใกล้ๆกับสระอโนดาตทรงแสดงชี้แจงบุพกรรม  (กรรมในอดีต) 

 

ทั้งหลาย  ที่ส่งผลร้ายแก่พระองค์  แม้ในชาติปัจจุบัน  จะตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วก็ตาม  ทรงเล่าว่า......

 
 

                         *หิวกระหายน้ำ



*ในกาลก่อน  เราเคยเป็นนายโคบาล  ต้อนฝูงโคไปเลี้ยง  ได้เห็นแม่โคตัวหนึ่ง  กำลังดื่มน้ำขุ่นมัวอยู่  จึงตรงเข้าไล่ห้าม

 

กั้นมันไว้  ไม่ให้ได้ดื่มน้ำนั้น 

 

ด้วยผลเก่งกรรม  (บาป) 

นั้นเอง  แม้ภพสุดท้ายนี้  (ภพที่เป็นพระพุทธเจ้านี้เอง)  เราก็ต้องหิวกระหายน้ำ  ไม่ได้ดื่มน้ำใน

 

เวลาต้องการจะดื่ม  ต้องเสียเวลาเนิ่นช้ายอยู่

 

เรื่องมีอยู่ว่า  .......

 

เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า  

เสวยภัตตาหารสุกรมัททวะ (อาหารที่ปรุงด้วยเห็ดที่หมูชอบกิน)  ของนายจุนทกัมมารบุตรแล้วก็เกดอาพาธอย่างร้ายแรง  มีทุกขเวทนากล้า   อันเกิดจากการประชวรลงพระโลหิต   ใกล้จะปรินิพพาน  พระองค์จึงทรงตั้งพระสติสัมปชัญญะ  ทรงอดกลั่นทุกขเวทนาเอาไว้  มิได้ทรงพรั่นพรึงใดๆเลย  แล้วตรัสเรียกพระอานนท์มารับสั่งว่า

 

มา !   ไปกันเถิดอานนท์เราจะไปยังเมืองกุสินารา

 

ในระหว่างทางนั้นเอง 

ได้เสด็จแวะลงข้างทางเสด็จเข้าไปยังต้นไม้ตนหนึ่งแล้วรับสั่งว่า

 

ดูก่อนอานนท์ 

เธอจงช่วยปูผ้าสังฆาฏิซ้อนกันเป็นสี่ชั้นให้เรา  เราเหน็ดเหนื่อยนัก  เราจะนั่งพักที่ตรงนี้

 

ครั้งพระอานนท์ปูผ้าเสร็จ 

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประทับนั่งบนอาสนะนั้น  แล้วรับสั่งอีกว่า

 

เธอจงช่วยไปหาน้ำมาให้เรา 

เรากระหายยิ่งนัก  เราจะดื่มน้ำ

 

แต่พอพระองค์ตรัสอย่างนี้แล้วพระอานนท์กลับกราบทูลว่า  “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  เมื่อกี้นี้เอง  เกวียนประมาณถึง ๕๐๐เล่ม

แล่นข้ามแม้น้ำน้อยนั้นไป 

แม่น้ำถูกล้อเกวียนบดย่ำแล้ว  ย่อมขุ่นมัวไปทั่ว  จะมีก็แต่แม่น้ำกุกธานที  ซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก  จึงจะมีน้ำใส 

จืด  เย็น  สะอาด 

มีท่าน้ำราบเรียบ  น่ารื่นรมย์  พอที่จะทรงดื่มน้ำในแม้น้ำนั้นได้  และจะทรงสรงสนานพระองค์ได้อีกด้วย  คงต้องทรงรอไปให้ถึงแม้น้ำนั้นก่อนเถิด ” 

 

แต่พระผู้มีพระภาคเจ้ากลับทรงกระหายยิ่งนัก 

ยังทรงกล่าวกับพระอานนนท์ให้ไปตักน้ำที่แม้น้ำน้อยนั้นอีกเป็นครั้งที่สอง  แม้ครั้งที่สองนี้พระอานนท์ก็ยังกล่าวกับพระผู้มีพระภาคเจ้าเช่นเดิมเหมือนกัน

 

จนกระทั้งพระพุทธองค์ทรงตรัสด้วยความกระหายน้ำอีกให้พระอานนท์ไปตักน้ำมาเป็นครั้งที่สาม  พระอานนท์จึงต้องทูลรับพระดำรัส  แล้วถือบาตรไปยังแม้น้ำน้อยนั้น

 

แม่น้ำน้อยนั้นเพิ่งถูกล้อเกวียนบด 

และโคย่ำผ่านไปน้ำจึงไหลด้วยความขุ่นมัว 

แต่พอพระอานนท์เข้าไปใกล้แม่น้ำเท่านั้นน้ำกลับพลันสะอาด  ไหลไปอย่างไม่ขุ่นมัวเลย  พระอานนท์จึงตักน้ำด้วยบาตรแล้วนำมาถวายพระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมกับทูลว่า

 

น่าอัศจรรย์หนอ 

เหตุไม่เคยเป็นมาได้เป็นแล้ว 

ความที่พระตถาคตผู้มีฤทธิ์มาก 

มีอนุภาพมาก  เมื่อกี้นี้เองน้ำขุ่นมัวไหลไปอยู่  แต่พอข้าพระองค์เข้าไปใกล้  แม่น้ำกลับใสสะอาดไม่ขุ่นมัวเลย  ของพระผู้มีพระภาคเจ้าจงเสวยน้ำเถิด  ขอพระสุคตจงเสวยน้ำเถิด”  กว่าพระพุทธองค์จะได้เสวยน้ำนั้น  จึงต้องทรงหิวกระหายอยู่เนินนานเช่นนี้

 

(พระไตรปิฎกเล่ม ๓๒  ข้อ ๓๙๒พุทธปทาน”  เล่ม ๑๐  ข้อ ๑๑๘ “มหาปรินิพพานสูตร”)

 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น