ผลบุญ – ผลบาป ติดตามพระพุทธเจ้า
กรรมนี้มีกฎกำหนดส่ง
ดีชั่วรวยจนไม่พ้นกรรม
“กรรม”
แปลว่า
”การกระทำ”
ทั้งมนุษย์และสัตว์ทั้งหมด
ที่มีชีวิตเกิดมาในโลก จึงต้องมี “กรรม”
พร้อมๆกับ
“ผลกรรม”
คู่กันไป
มีทั้งกรรมเก่าและกรรมใหม่สืบต่อสัมพันธ์กันไม่มีใครเลยที่จะไม่กระทำ
“กรรม”
เอาไว้ ถ้าทำ
“กรรมดีไว้”
ก็จะได้
“ผลกรรมดี”
ถ้าทำ
“กรรมชั่ว”
ไว้ก็จะไม่พ้น
“ผลกรรมชั่ว”
ตอบคืน
ผลกรรมดี-ชั่วจะติดตัวไปตลอดชีวิตและทุกๆชาติภพ
เสมือน
“เงา”
ติดตามตัวเราไปทุกหนทุกแห่ง
มีแต่สุดยอดคนระดับ
“พระพุทธเจ้า”
ก็ไมอาจหลบพ้นผลกรรมบาป
- บุญ
ที่พระองค์ทรงเคยกระทำไว้ในอดีตเช่นกัน
สมจริงดังที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า “สัตว์โลกทั้งหลายย่อ
เป็นไปตามกรรมของตน”
ผลกรรมบาปติดตามพระพุทธเจ้า
พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นนายกของโลก
แวดล้อมด้วยภิกษุสงฆ์เป็นอันมาก ประทับนั่งอยู่ที่พื้นหิน อันเป็นสถานที่น่า
รื่นรมย์
ในละแวกป่าอันมีกลิ่นหอมจากพืชนานาพันธุ์
ใกล้ๆกับสระอโนดาตทรงแสดงชี้แจงบุพกรรม
(กรรมในอดีต)
ทั้งหลาย
ที่ส่งผลร้ายแก่พระองค์
แม้ในชาติปัจจุบัน
จะตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วก็ตาม
ทรงเล่าว่า......
*หิวกระหายน้ำ
*”ในกาลก่อน
เราเคยเป็นนายโคบาล
ต้อนฝูงโคไปเลี้ยง
ได้เห็นแม่โคตัวหนึ่ง
กำลังดื่มน้ำขุ่นมัวอยู่
จึงตรงเข้าไล่ห้าม
กั้นมันไว้
ไม่ให้ได้ดื่มน้ำนั้น
ด้วยผลเก่งกรรม
(บาป)
นั้นเอง
แม้ภพสุดท้ายนี้
(ภพที่เป็นพระพุทธเจ้านี้เอง)
เราก็ต้องหิวกระหายน้ำ
ไม่ได้ดื่มน้ำใน
เวลาต้องการจะดื่ม
ต้องเสียเวลาเนิ่นช้ายอยู่
“
เรื่องมีอยู่ว่า
.......
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า
เสวยภัตตาหารสุกรมัททวะ
(อาหารที่ปรุงด้วยเห็ดที่หมูชอบกิน) ของนายจุนทกัมมารบุตรแล้วก็เกดอาพาธอย่างร้ายแรง
มีทุกขเวทนากล้า
อันเกิดจากการประชวรลงพระโลหิต
ใกล้จะปรินิพพาน
พระองค์จึงทรงตั้งพระสติสัมปชัญญะ
ทรงอดกลั่นทุกขเวทนาเอาไว้
มิได้ทรงพรั่นพรึงใดๆเลย
แล้วตรัสเรียกพระอานนท์มารับสั่งว่า
“มา !
ไปกันเถิดอานนท์เราจะไปยังเมืองกุสินารา”
ในระหว่างทางนั้นเอง
ได้เสด็จแวะลงข้างทางเสด็จเข้าไปยังต้นไม้ตนหนึ่งแล้วรับสั่งว่า
“ดูก่อนอานนท์
เธอจงช่วยปูผ้าสังฆาฏิซ้อนกันเป็นสี่ชั้นให้เรา
เราเหน็ดเหนื่อยนัก
เราจะนั่งพักที่ตรงนี้”
ครั้งพระอานนท์ปูผ้าเสร็จ
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประทับนั่งบนอาสนะนั้น
แล้วรับสั่งอีกว่า
“เธอจงช่วยไปหาน้ำมาให้เรา
เรากระหายยิ่งนัก
เราจะดื่มน้ำ”
แต่พอพระองค์ตรัสอย่างนี้แล้วพระอานนท์กลับกราบทูลว่า
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
เมื่อกี้นี้เอง
เกวียนประมาณถึง
๕๐๐เล่ม
แล่นข้ามแม้น้ำน้อยนั้นไป
แม่น้ำถูกล้อเกวียนบดย่ำแล้ว
ย่อมขุ่นมัวไปทั่ว
จะมีก็แต่แม่น้ำกุกธานที
ซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก
จึงจะมีน้ำใส
จืด
เย็น
สะอาด
มีท่าน้ำราบเรียบ
น่ารื่นรมย์
พอที่จะทรงดื่มน้ำในแม้น้ำนั้นได้
และจะทรงสรงสนานพระองค์ได้อีกด้วย
คงต้องทรงรอไปให้ถึงแม้น้ำนั้นก่อนเถิด
”
แต่พระผู้มีพระภาคเจ้ากลับทรงกระหายยิ่งนัก
ยังทรงกล่าวกับพระอานนนท์ให้ไปตักน้ำที่แม้น้ำน้อยนั้นอีกเป็นครั้งที่สอง
แม้ครั้งที่สองนี้พระอานนท์ก็ยังกล่าวกับพระผู้มีพระภาคเจ้าเช่นเดิมเหมือนกัน
จนกระทั้งพระพุทธองค์ทรงตรัสด้วยความกระหายน้ำอีกให้พระอานนท์ไปตักน้ำมาเป็นครั้งที่สาม
พระอานนท์จึงต้องทูลรับพระดำรัส
แล้วถือบาตรไปยังแม้น้ำน้อยนั้น
แม่น้ำน้อยนั้นเพิ่งถูกล้อเกวียนบด
และโคย่ำผ่านไปน้ำจึงไหลด้วยความขุ่นมัว
แต่พอพระอานนท์เข้าไปใกล้แม่น้ำเท่านั้นน้ำกลับพลันสะอาด
ไหลไปอย่างไม่ขุ่นมัวเลย
พระอานนท์จึงตักน้ำด้วยบาตรแล้วนำมาถวายพระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมกับทูลว่า
“น่าอัศจรรย์หนอ
เหตุไม่เคยเป็นมาได้เป็นแล้ว
ความที่พระตถาคตผู้มีฤทธิ์มาก
มีอนุภาพมาก
เมื่อกี้นี้เองน้ำขุ่นมัวไหลไปอยู่
แต่พอข้าพระองค์เข้าไปใกล้
แม่น้ำกลับใสสะอาดไม่ขุ่นมัวเลย
ของพระผู้มีพระภาคเจ้าจงเสวยน้ำเถิด
ขอพระสุคตจงเสวยน้ำเถิด”
กว่าพระพุทธองค์จะได้เสวยน้ำนั้น
จึงต้องทรงหิวกระหายอยู่เนินนานเช่นนี้
(พระไตรปิฎกเล่ม
๓๒ ข้อ ๓๙๒“พุทธปทาน” เล่ม ๑๐ ข้อ ๑๑๘ “มหาปรินิพพานสูตร”)